ขอบคุณคำดูถูก! จากเด็กเกเรพ่อแม่แยกทาง หาลู่ทางส่งน้องเรียน ป.โท พลิกชีวิตเป็นเจ้าของฟาร์มวัว 40 ไร่


“ต้นทุนชีวิตของแต่ละคน” ใครเป็นคนกำหนด?? ตัวเราเองหรือคำพูดดูถูกจากชาวบ้าน ถ้าต้นทุนของเรามีน้อย เราต้องพยายามมากสักแค่ไหนกันเชียว ถึงจะลืมตาอ้าปากได้ ต้องขยันออกแรงพิสูจน์มากเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์และมีความสุข

“เก็ต-อนุชา มากมี” หนุ่มวัย 28 ปี ชาวต.วังหิน อ.เมือง จ.ตาก เป็นหนึ่งคนที่มีต้นทุนชีวิตจาก “ผมก็เป็นแค่เด็กบ้านนอก” สมัยเรียนเกเรติดเพื่อน จนคนในหมู่บ้านพูดเชิงสบประมาท…มันก็คงเรียนไม่จบหลอกคนแบบนี้ แต่ด้วยคำดูถูกดูแคลนสารพัดวันนั้น ทำให้วันนี้กลายเป็นเจ้าของฟาร์มวัวพื้นที่ 40 ไร่ในจ.ตาก

เขาเริ่มเล่าชีวิตในวัยเด็กให้ฟัง เป็นลูกชาวนา สมัยก่อนพ่อแม่รับจ้างวันละ 80 บาท พ่อแม่พาทำอะไรก็ทำตาม แต่ไม่ค่อยสนการเรียน เป็นเด็กที่เกเร ชกต่อยกับเพื่อน โดนเรียกผู้ปกครอง เพราะไม่รู้จะเรียนไปทำไม สุดท้ายก็ต้องออกไปทำไร่ทำนา แต่อีกใจหนึ่งก็ตั้งใจไว้ว่าจะเรียนให้จบปวส. เพราะมัธยมฯ เรียนสายศิลป์-ช่าง ซึ่งเมื่อเรียนจบปวส. ช่างยนต์ จากม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตตาก ชาวบ้านก็พูดให้อีกว่า..จะไปทำไรกินจบแค่นี้

“ไม่รู้จะจบไม่จบ เพราะผมก็ยอมรับว่าเรียนไม่เก่ง แต่ใจก็จะสู้ อดีตที่สร้างไว้เราแก้ไม่ได้แล้ว วันนี้เราจะทำอย่างไรให้พ่อแม่หายเหนื่อยลงบ้าง ขายวัวส่งลูกเรียนหมด 4-5 ตัว ฉะนั้นทางเดียวต้องเดินหน้าต่อ ครูบาอาจารย์ก็บอกว่า ไม่คิดว่าผมจะเรียนต่อจนจบ มันมีทั้งความท้อแท้ เหนื่อย ทำไมเราไม่ตั้งใจเรียนเหมือนเพื่อน”

เก็ต เริ่มที่จะเห็นความสำคัญของการศึกษา และรู้แล้วว่าเขาต้องสร้างต้นทุนชีวิตให้ตัวเอง จึงเรียนต่อให้จบปริญญาตรี แต่เพราะเรียนไม่เก่งก็เลยจบช้ากว่าเพื่อน 1 ปี เมื่อชีวิตออกมาเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานบริษัทผลิตเครื่องจักรในจ.ตาก ได้ปีเศษๆ ก็ต้องจับใบดำใบแดงที่ผ่อนผันไว้ขณะเรียน และแน่นอนว่า…เขาได้รับใช้ชาติ ทบ.2

การเป็นทหารถูกฝึกให้มีระเบียบวินัยมากขึ้น และได้รับแง่คิดดีๆ เมื่อกลับออกมาที่บ้านก็ไม่ได้มีต้นทุนให้อย่างคนอื่นเขา จึงตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่เดิม ค่าใช้จ่ายเดือนชนเดือนแบบนี้ตลอด และแล้วเขาก็ได้พบเจอกับเพื่อนสนิทอีกครั้ง เพื่อนที่ไม่มีตัวตนเป็นเพียงลมปาก มันคือคำพูดดูถูก…ทำงานแบบนี้ไม่เหลือมาจุนเจือครอบครัว จะทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วเลี้ยงตัวเองยังแทบไม่รอดเลย

เขานั่งทบทวนตัวเองมากขึ้น เพราะมันคือความจริง คิดและถามตัวเองว่า “ต่อไปจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ”

โดยที่บ้านพ่อกับแม่เลี้ยงวัวอยู่แล้ว มีประมาณ 6 ตัว จึงคิดต่อยอดและวางแผนแต่ไร้ช่องทาง ต้องกลับมาคิดใหม่หันมาศึกษา และเน้นเข้าอบรมตามวิทยาลัยเกษตรต่างๆ จนมีความรู้พอสมควร ตัดสินใจออกจากงานประจำแล้วมุ่งเน้นพัฒนาขยายพันธุ์วัว แต่ไม่มีต้นทุนเลย การกู้หนี้ยืมสินจึงเริ่มขึ้น เขาทำเรื่องกู้ผ่านธนาคาร เสนอแผนโครงการแต่ละปีขยายวัวได้กี่ตัว บริหารเงินอย่างไร จนได้รับอนุมัติวงเงิน 6.5 แสนบาท

“ความจริงถ้าเราไม่ทำมันก็จะไม่เจ๊ง แต่ถ้าเราทำแล้วมันเจ๊ง ก็จะได้รู้ว่าเราทำไม่ได้ การอยู่นิ่งๆ ต้นทุนไม่งอกเงย ถ้าตอนนี้ตั้งตัวทำสักอย่าง ผมคิดว่ามันต้องคงอยู่เป็นอาชีพ ให้ลูกหลานในอนาคตได้ ลงแรงแบบไม่เสียเปล่า”

แต่แล้ววันหนึ่ง ชีวิตเขาต้องพบเจอกับปัญหาครอบครัวแตกแยก…พ่อกับแม่ทะเลาะกัน กลายเป็นเหตุถึงขั้นต้องแยกทางกัน…หนุ่มคนนี้ล้มทั้งยืนจะเดินต่อไปทางไหนดี จะร้องไห้ให้แม่เห็นก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เสียใจมาก ไม่รู้ว่าการเป็นหัวหน้าครอบครัวในวัย 20 ปีต้นๆ จะเริ่มจากจุดใด จะรับผิดชอบไหวไหม จะต้องให้กำลังใจแม่ หรือน้อง หรือตัวเองก่อนดี ถึงจะก้าวไปข้างหน้าได้ ความหวังที่จะสร้างให้ครอบครัวสมบูรณ์มันพังลงมาไม่เหลือแล้ว

ความจริงมันบีบให้เขาต้องกลายเป็นเสาหลักของบ้าน เขาต้องเลี้ยงวัวส่งน้องสาวที่กำลังเรียนชั้นปีที่ 2 วิทย์-ดาราศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหาเลี้ยงแม่วัย 51 ปี รวมถึงน้าสาวอีกหนึ่งคน ถ้าวันนั้นเขาอ่อนแอ คนอื่นในครอบครัวก็จะอ่อนแอไปด้วย เขาเปรียบตัวเองเสมือน “ไม้หลัก” ถ้าไม่แข็งแรงพอ คนอื่นก็จะเอนเอียงเหน็ดเหนื่อยกับความลำบาก และสุดท้ายคงจะพลาดล้มลงไปด้วยกัน

จากเส้นทางชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลาน จนลุกยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ ในปีแรกขายได้ 3 แสนบาท ส่วนปีที่ 2-3 เน้นเพาะให้ลูกวัวออกมาเป็นเพศเมีย จึงทำให้ขายได้น้อยลงเพียง 1 แสนบาท ตอนนี้ประสบความสำเร็จขั้นหนึ่งแล้ว เปลี่ยนความคิดของหลายคนที่ดูถูกว่าเลี้ยงไม่รอด เก็บเล็กผสมน้อย เริ่มมีความรู้และนำคำแนะนำจากคนที่ทำระบบฟาร์ม ปรับปรุงวัวไล่ทุ่งให้เป็นระบบวัวฟาร์ม ทำให้วัว 6 ตัวในวันนั้นผ่านไป 3 ปี มีแม่วัวถึง 40 ตัว มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปลดหนี้สินด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง และสามารถส่งน้องสาวเกียรตินิยมอันดับ 2 เรียนต่อปริญาญาโท ส่งน้องไปให้ถึงฝันอย่างภาคภูมิใจ

ทำให้ในวันแม่ “นางอนงค์ มากมี” ถึงกับร้องไห้ แต่เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ จากลูกชายที่ชาวบ้านดูถูกดูแคลน เพราะรู้ดีว่ามีต้นทุนชีวิตให้ลูกได้เท่านี้ แต่ลูกชายสามารถพิสูจน์ตัวเอง ทำได้มากกว่าคำพูดดูถูกเหล่านั้น

สุดท้ายนี้ หนุ่มสู้ชีวิตยังฝากแง่คิดไว้ว่า ในทุกวันนี้บางครั้งก็มานั่งคิดทบทวนตัวเองว่า เดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แรงบันดาลใจหลักๆ ก็คงมาจากครอบครัวที่มีให้มาตลอด เพราะต้นทุนของคนเรามีไม่เท่ากัน ในเมื่อเราไม่มีอย่างเขา ก็ต้องขยันอดทนเหนื่อยมากกว่า เพื่อแลกกับความสำเร็จ

“ผมมองว่าอาชีพทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ หรือเป็นนายตัวเอง ถ้ามีความมุ่งมั่นทำเต็มที่ ทุกอาชีพประสบความสำเร็จได้ ขอเพียงเรามั่นใจที่จะทำในสิ่งนั้น อย่ายอมแพ้ต่ออุปสรรคครับ อุปสรรคมีไว้ฝ่าฟัน มีไว้เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ตัวเอง เก็บเอาความผิดพลาดมาแก้ไข และมุ่งมั่นที่จะทำมันต่อไป ถ้าใจเราสู้ วันหนึ่งข้างหน้าเราต้องสำเร็จครับ”

ขอบคุณบทความดีๆจาก https://tam-nam.com