อู่ซ่อมรถ บริการซ่อมรถยนต์นอกสถานที่

วิธีเช็ครถยนต์แบบง่ายๆ ที่ช่วยให้รู้ว่ารถกำลังจะมีปัญหา ++++
6 วิธี เช็ครถยนต์ แบบง่ายๆ ที่ช่วยให้รู้ว่ารถกำลังจะมีปัญหา
ติดต่อเราบริการ 24 ชม


1.รถใช้เวลาสตาร์ทเครื่องยนต์นานผิดปกติ
– เริ่มต้นการเช็ครถยนต์แบบง่ายๆ ด้วยการลองฟังเสียงการสตาร์ทเครื่องยนต์ของรถเรา ปกติแล้วการสตาร์ทเครื่องยนต์นั้นจะใช้การถีบตัวไม่เกิน 3 ครั้ง และใช้เวลาประมาณ 30 วินาที ถ้าหากว่าใช้เวลานานกว่านี้ ให้เราเริ่มสงสัยได้แล้วว่ารถเรานั้นอาจจะเริ่มมีปัญหา โดยให้ลองเช็คดูที่แบตเตอรี่ของรถยนต์ เพราะกรณีอย่างนี้อาจจะหมายถึงว่าแบตเตอรี่รถเราอาจจะเริ่มเสื่อมสภาพ หรือหากว่ารถเรานั้นสตาร์ทช้ามากๆ ก็แสดงว่าอาจจะถึงเวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้วก็ได้
2.ฟังดูว่ามีเสียงที่ผิดปกติไหม
– ฟังดูอาจจะยากสักหน่อย แต่เชื่อว่าถ้าเราใช้รถยนต์อยู่เป็นประจำจะสามารถฟังออกได้ไม่ยาก โดยหากเครื่องยนต์ของรถเราปกติก็็จะไม่มีเสียงแปลกๆ โดยเฉพาะเสียงเหล็กกระทบกัน ศัพท์ทางช่าง เรียกกรณีนี้ว่า “เสียงน็อก (Knocking)”  หากได้ยินเสียงดังกล่าว หรือไม่แน่ใจว่าเสียงที่เราได้ยินนั้นแปลกไปจากปกติไหม ให้เรารีบสอบถามจากช่างผู้เชี่ยวชาญให้เร็วที่สุดครับ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นเราจะได้แก้ไขได้ทัน รวมถึงเราอาจจะบันทึกเสียงที่เราได้ยินมานั้นไปให้ช่างได้ฟังด้วยก็ได้
3.รถเรามีควันสีขาวออกจากท่อ
– หากว่ารถเรานั้นมีควันสีขาวออกมาจากท่อไอเสีย พร้อมด้วยกลิ่นฉุน นั่นหมายความว่าอาจจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบเครื่องยนต์ของรถเราแล้วล่ะ เพราะรถยนต์ที่ดีนั้นต้องไม่มีควันสีขาวออกมาจากท่อไอเสีย ดังนั้นเมื่อมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นให้รีบนำรถไปพบช่างให้เร็วที่สุด เพื่อเช็คหาสาเหตุของปัญหาและหาทางแก้ไข
4.มีเสียงดังจี๊ดๆ ตอนเราเบรกรถ
– หากเมื่อเราเบรกรถยนต์แล้วพบว่ามีเสียงดังคล้ายๆ เสียงหนูร้องในรถแถวบริเวณล้อด้านหน้าหรือล้อด้านหลังรถ นั่นหมายความว่าผ้าเบรกของรถเรานั้นกำลังใกล้จะหมดอายุหรือหมดอายุการใช้งานแล้ว หากเกิดอาการนี้ขึ้นแล้วให้รีบเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ทันที อย่ารอช้า เพราะหากปล่อยทิ้งอาจจะเกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์อื่นๆ ของรถเราได้ รวมถึงอาจะเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุอีกด้วย
5.รอยน้ำมันที่พื้นบริเวณรถ
– เมื่อเราจอดรถทุกครั้งควรหมั่นตรวจเช็ครอบๆ รถด้วยว่ามีรอยน้ำมันหยดหรือไม่ หากมีแสดงว่ารถเราอาจจะมีอะไรผิดปกติขึ้นมาแล้วก็ได้ ให้เรารีบตรวจสอบโดยด่วน เพราะโดยปกติแล้วน้ำมันจะไม่หยดออกมานอกรถเองได้ นอกจากว่าจะเกิดความเสียหายกับรถ
6.รู้สึกว่ารถอืดๆ เร่งไม่ขึ้น
– หากเรารู้สึกว่ารถเรานั้นวิ่งอืดๆ ไม่ค่อยพุ่งเหมือนเดิม แต่ไม่มีอาการหรือความผิดปกติอื่นๆ เกิดขึ้นกับรถ นั่นอาจจะแสดงว่าถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว
นอกจากสิ่งที่เรากล่าวมานี้ อีกสิ่งที่ลืมเช็คไม่ได้ก็คือ ลมยางของรถ อย่าปล่อยให้ลมยางอ่อน พยายามเติมให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้เสมอ
เช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้น++++
สำหรับวิธีตรวจเช็กต่าง ๆ ที่นำมาเสนอในครั้งนี้ จะเป็นการตรวจเช็กแบบคร่าว ๆ ที่ทำได้ด้วยตนเอง เพื่อที่จะได้รับรู้ทันท่วงที หากเกิดความผิดปกติขึ้น ก่อนที่มันจะลุกลามไปใหญ่โตจนทำให้เสียเงินเสียทองซ่อมบานตะไท และขอย้ำว่านี่ไม่ใช่แนวทางการซ่อม หากพบเจอปัญหาควรนำรถยนต์เข้าศูนย์ซ่อม หรืออู่ซ่อมรถยนต์ทันทีจะดีที่สุด
วิธีตรวจเช็กสภาพรถ++++
  1.น้ำมันเครื่อง ดึงก้านน้ำมันเครื่องออกมาในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานจนถึงอุณหภูมิปกติแล้วดับสักครู่ (1-5นาที) จากนั้นเช็ดทำความสะอาดปลายก้านที่มีน้ำมันเครื่องติดออกมา แล้วใส่กลับเข้าไปที่เดิมอีกครั้ง ปล่อยไว้สักครู่แล้วดึงออกมาวัดระดับที่ได้ ว่ามีน้ำมันเครื่องคงเหลืออยู่ปริมาณเท่าไร โดยดูได้จากเกจวัดระดับ และที่ดีที่สุดคือระดับน้ำมันเครื่องต้องอยู่ในจุด F หรือ FULL นั่นเอง (อย่าปล่อยให้น้ำมันเครื่องแห้งเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเครื่องยนต์พังแน่ๆ)
2.น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ สิ่งแรกที่ต้องทำคือจอดรถบนทางราบ และใส่เบรกมือ จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปลี่ยนเกียร์ ไล่ไปตั้งแต่ตำแหน่ง P จนถึง L หรือ 1 เมื่อเปลี่ยนเกียร์แต่ละตำแหน่งให้ค้างไว้ที่ตำแหน่งนั้น ๆ สักครู่ แล้วจึงค่อยเลื่อนเปลี่ยนเกียร์ถัดไป เสร็จทุกเกียร์แล้วจึงเลื่อนมา P หรือ N ดึงก้านวัดระดับเกียร์อัตโนมัติออกมาแล้วเช็ดทำความสะอาดก่อน จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปแล้วดึงออกมาใหม่ คราวนี้สังเกตดูว่าระดับน้ำมันที่ติดออกมาอยู่ตรงตำแหน่งไหน ซึ่งถ้ายังอยู่ตรงคำว่า H หรือ HOT แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติปกติ
3.น้ำมันเบรก มีจุดให้สังเกตระหว่าง Min กับ Max ถ้าในระดับปกติต้องไม่เกิน Max และไม่ต่ำกว่า Min แต่ถ้าหากรู้สึกว่า น้ำมันเบรกพร่องหายเยอะเกินปกติ ควรรีบหาสิ่งผิดปกติโดยทันที หรือนำไปให้ช่างผู้ชำนาญตรวจเช็ก และแก้ไข
4.น้ำมันคลัทช์ สำหรับรถยนต์เกียร์ธรรมดา เช่นเดียวกันกับน้ำมันเบรก สังเกตดูที่ระดับ Min กับ Max โดยระดับน้ำมันคลัทช์ต้องอยู่ระหว่างกลาง ไม่มาก ไม่น้อยไปกว่าจุดที่กำหนด และถ้ารู้สึกว่าน้ำมันคลัทช์หายเยอะจนผิดปกติ ให้รีบหาต้นตอปัญหา หรือให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็ก และแก้ไขทันที
  5.น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ เช็กได้ง่ายๆ เหมือนกับ 2 ข้อด้านบน ดูระดับ Min กับ Max เช่นเดียวกัน ไม่ให้น้อย หรือเกินกว่าจุดที่กำหนด และถ้าระดับน้ำมันหายไปเยอะผิดปกติ ก็ตรวจหาสาเหตุ หรือให้ช่างตรวจเช็ก และแก้ไขทันที
6.น้ำในถังฉีดกระจก อาจจะดูไม่ค่อยสำคัญเท่าไร แต่เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องใช้จริง ๆ มีไว้ก็ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี ดังนั้นควรเช็กบ้างว่ามันยังมีเหลือหรือเปล่า เพราะใช้เพียงแค่น้ำเปล่าธรรมดาเท่านั้น
  7.แบตเตอรี่ มีทั้งแบบน้ำและกึ่งแห้ง สำหรับแบตแห้งแท้ ๆ ราคาค่อนข้างจะสูงมากทีเดียว ส่วนใหญ่นิยมแบบกึ่งแห้งไม่ต้องดูแลอะไรมาก เพียงแค่สังเกตอาการ ถ้าเมื่อไหร่ที่เริ่มสตาร์ทติดยาก หรือถึงตามระยะเวลาอายุการใช้งาน ก็เตรียมตัวเปลี่ยนได้เลย แต่ถ้าเป็นแบตฯ น้ำ ต้องดูแลใส่ใจกันนิดนึง เพราะใช้ไปสักระยะ น้ำที่อยู่ในแบตฯ จะระเหยออกไป ดังนั้นจึงต้องคอยเติมอยู่เสมอไม่ให้ขาด และอย่าเติมล้นเกินไป เพราะเมื่อมันเดือดกรดจะล้นออกมากัดขั้ว หรือตัวถังรถได้
  8.น้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำ ควรจะเช็กในตอนเช้า ๆ ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ หรือเช็กในตอนที่เครื่องยนต์ไม่มีความร้อนจะดีที่สุด ส่วนการสังเกตความผิดปกตินั้น ก็เปิดฝาหม้อน้ำ หรือถังพักน้ำสำรอง ดูสี ดูสภาพ ว่ายังดูดีเหมือนตอนแรกหรือเปล่า น้ำลดหายไปมากแค่ไหน ถ้าหายไปก็เติมเข้าไปด้วยน้ำยาหล่อเย็น หรือน้ำเปล่า (เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น) เพราะการใช้น้ำยาหล่อเย็นจะช่วยป้องกันหม้อน้ำได้ดีที่สุด และหากสภาพที่เห็นไม่ค่อยสู้ดี มีสีของสนิม สมควรแก่การเปลี่ยนถ่ายโดยทันที
9.ท่อยาง ท่อทางเดินต่าง ๆ ในห้องเครื่อง ตรวจดูท่อต่าง ๆ ว่ามีตรงไหนผิดปกติบ้าง และท่อเชื่อมต่อต่างๆ ยังอยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งานหรือเปล่า เช่น ไม่มีการรั่ว เยิ้ม แฉะ ซึม ฯลฯ พร้อมทั้งตรวจสภาพของท่อไปด้วยว่ามีอาการ กรอบ แข็ง นิ่ม หรือไม่
10.ไส้กรองอากาศรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นแบบเปียก หรือแบบแห้ง กรองเปลือย หรือกรองเดิม ก็ต้องใส่ใจดูแลกันสักหน่อย จะได้ไม่มีเศษฝุ่นสิ่งสกปรกต่าง ๆ ผ่านเข้าไปในห้องเผาไหม้ ส่วนการดูแลก็ทำได้ง่าย หากดูแล้วยังเห็นว่าใช้งานได้อยู่ สกปรกไม่มาก ก็จัดการนำไปเป่าไล่เศษฝุ่นต่าง ๆ จากภายในออกสู่ภายนอกให้หมด หรือถ้าเป็นแบบเปียกก็นำไปล้างแล้วลงน้ำยาใหม่ และถ้าสกปรกมาก หรือดูสภาพไม่ดีแล้ว จัดการเปลี่ยนใหม่ดีที่สุด
11.ยางรถยนต์ ดูคร่าว ๆ ในเรื่องของสภาพยางทั้ง 4 ล้อ และยางอะไหล่ ว่ายังพร้อมใช้หรือไม่ รวมไปถึงตรวจดูลมยางของแต่ละล้อ ว่ามีล้อไหนลมหายไปเยอะผิดปกติกว่าเส้นอื่นบ้าง หากมีควรรีบหาสาเหตุ และนำไปปะยางทันที หรือถ้าสภาพยางไม่ไหวแล้ว จัดการเปลี่ยนใหม่ปลอดภัยกว่า
  12.ไส้กรองระบบปรับอากาศภายในรถยนต์ ต้องลงทุนรื้อภายในกันนิดหน่อย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน ซึ่งหลังจากที่ถอดออกมาแล้ว ก็จัดการเปลี่ยนอันใหม่เข้าไปได้เลย (ไม่แนะนำให้เอามาทำความสะอาดแล้วใส่เข้าไปใหม่ เพราะไส้กรองแอร์ราคาไม่แพงแล้ว)
13.สัญญาณไฟ และไฟส่องสว่างต่างๆ เช็กดูให้หมด ทั้งไฟหน้าสูง-ต่ำ ไฟท้าย ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟถอยหลัง ไฟฉุกเฉิน ฯลฯ ว่ามีตรงไหนติด-ดับบ้าง หากมีก็จัดการนำหลอดใหม่เปลี่ยนเข้าไปแทนที่ได้เลย
          ถือเป็นข้อมูลความรู้เบื้องต้นให้แก่ผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านรถยนต์ อีกทั้งยังช่วยเสริมให้ผู้ที่รู้แล้วได้เข้าใจมากขึ้น และหากข้อไหนที่เช็กแล้วมีปัญหา ไม่สามารถแก้ไขด้วยตนเองได้ แนะนำให้เข้าศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมทันที เพราะหากทำเองแล้วผิดพลาดจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ สุดท้ายนี้ กระปุกคาร์ หวังเป็นอย่างยิ่งที่บทความนี้ จะมีประโยชน์แก่คุณผู้อ่านทุกคน
ถ้าคุณอยู่ เกิดรถยนต์เราเสียกลางทาง ขับไม่ได้ และไม่รู้ว่าอู่ซ่อมรถแถวนั้นอยู่ที่ไหน โทรเรียกเราซิค่ะ เราคือ
อู่ซ่อมรถ บริการซ่อมรถยนต์นอกสถานที่
ซ่อมรถนอกสถานที่ บริการพ่วงแบต จั๊มแบต เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ นอกสถานที่
ยกรถเสียมาซ่อมอู่ บริการยก ลากรถยนต์ เป็นอู่ซ่อมรถยนต์ที่ทำงานอย่างมีอาชีพ
รับปะยางรับ ปะ- เปลี่ยนยางนอกสถานที่ รถยางรั่ว ยางแตก
บริการซ่อมรถ
 ช่างซ่อมรถ รับซ่อมเครื่องยนต์ วางเครื่อง ท่อไอเสีย ช่วงล่างเบรคครัช รับซ่อมเครื่องยนต์ดีเซล ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์สูง ผ่านการอบรมด้านเทคนิค อะไหล่ การซ่อมบำรุงให้ใช้งานได้มาตรฐานจากผู้ผลิต
 อู่ซ่อมรถยนต์รับซ่อมไฟแบตโชว์ ไดไม่ชาร์จ รถสตาร์ทไม่ติด ไดสตาร์ทเสีย บริการเปลี่ยนถึงที่
ซ่อมรถยนต์นอกสถานที่
ทุกๆ อาการ ที่รถยนต์เสีย / รถยนต์สตาร์ทไม่ติด / ไดชาร์จเสีย / ไดสตาร์ทเสีย / แบตหมด ต้องการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ บริการซ่อมรถยนต์รวดเร็ว และทันใจท่าน ทันที